หลักการ Milk Run สำหรับปัญหาการขนส่ง

วัตถุประสงค์ระบบ Milk Run จะมุ่งให้เกิดการขนส่งชิ้นงานในปริมาณน้อยแต่หลายเที่ยวได้อย่างคุ้มค่า แนวคิดดังกล่าวเกิดจากระบบส่งนมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทุกเช้าแต่ละวันจะมีคนนำขวดนมเปล่ามาวางไว้หน้าบ้านและรถส่งนมจะนำขวดนมมาสับเปลี่ยนกับขวดเปล่าโดยไม่มีการวิ่งกลับไปกลับมา

แนวคิดนี้จึงถูกประยุกต์ใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังร้านค้าโดยไม่ต้องมีจุดพักสินค้าระหว่างทาง ทำให้ส่งมอบสินค้าได้รวดเร็วและการบรรทุกสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งลดลง ดังนั้นจึงมีการนำหลักการขนส่งดังกล่าวประยุกต์ใช้ในภาคธุรกิจอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็น อุตสาหกรรมการผลิตหรือแม้แต่ธุรกิจค้าปลีก

หากเป็นการขนส่งสินค้าแบบเดิมคือผู้จัดหาวัตถุดิบ (Supplier) ทำหน้าที่ขนส่งสินค้ามายังโรงงานผู้ผลิตเอง (Maker) และผู้จัดหาวัตถุดิบแต่ละรายเป็นผู้กำหนดรูปแบบการขนส่งและบริหารจัดการเอง นั่นคือ หากมีจำนวนผู้จัดหาวัตถุดิบมากรายจะส่งผลให้จำนวนครั้งจัดส่งสินค้ามายังโรงงานผู้ผลิตหลักไม่มาก เนื่องจากผู้ส่งมอบต้องการประหยัดค่าขนส่ง (จัดส่งบ่อยครั้งจะเกิดค่าใช้จ่ายในการขนส่งมาก) ทำให้ต้องการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวมีปริมาณสินค้ามากเกินความจำเป็นและผู้สั่งซื้อต้องแบกรับต้นทุนในสินค้าคงคลังสูงตามไปด้วย

 

การจัดส่งแบบ Milk Run
การจัดส่งแบบ Milk Run

 

การนำระบบ Milk Run มาใช้เป็นการกำหนดรูปแบบบริหารการจัดส่งโดยผู้ผลิตหลักเองเพื่อมุ่งจัดการเรื่องต้นทุนสินค้าคงคลังและกิจกรรมการผลิต รวมถึงความสามารถการจัดส่งของผู้ส่งมอบ โดยกำหนดให้รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าจากผู้ส่งมอบแล้วนำมาส่งให้กับโรงงานผลิตให้ตรงตามเวลาภายในวันเดียวกัน รถบรรทุกจะถูกกำหนดให้ไปรับชิ้นส่วนจากผู้ส่งมอบทุกรายและจัดส่งมาที่โรงงานมากกว่าวันละ 1 เที่ยว การจัดระบบ Milk Run ให้มีประสิทธิภาพจะต้องจัดตารางเวลาและเส้นทางให้รถบรรทุกวิ่งรับสินค้าแบบวงแหวนแล้วจัดลำดับว่ารถบรรทุกจะไปรับสินค้าจากผู้ส่งมอบรายใดก่อน

แต่การจัดตารางเวลาและเส้นทางเดินรถแบบที่ว่านี้จะทำให้เกิดการทำงานได้อย่างยืดหยุ่นอย่างเช่น เมื่อรถบรรทุกที่วิ่งรับสินค้าตามเส้นทางวงในเกิดเหตุขัดข้องก็จะสามารถให้รถบรรทุกที่วิ่งอยู่วงนอกเข้ามารับสินค้าแทนได้ หลักการ Milk Run ใช้ได้ดีกับผู้ส่งมอบระดับท้องถิ่น (Local Supplier) เส้นทาง Milk Run ท้องถิ่นสามารถรวมผู้จัดส่งชิ้นส่วนซึ่งเป็นผู้ดูแลคลังสินค้าท้องถิ่นที่อยู่ไกลไว้ด้วยกัน

กลุ่มผู้จัดส่งชิ้นส่วนที่อยู่ต่างถิ่นสามารถใช้บริการเส้นทาง Milk Run ได้เช่นกัน ซึ่งมีจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าและศูนย์รวบรวมสินค้า (Consolidation Center) เป็นจุดเชื่อมต่อกับการขนส่งระยะไกล (Long-haul) โดยใช้รูปแบบขนส่งทางรถไฟหรือทางเรือ แนวคิดดังกล่าวทางโตโยต้าได้พัฒนาระบบขนส่งชิ้นส่วนจากเดิมที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนแต่ละรายทำหน้าที่ขนส่งชิ้นส่วนมายังโรงงานโตโยต้าโดยตรง ทำให้เกิดปัญหาจัดการชิ้นส่วนเนื่องจากผู้ผลิตชิ้นส่วนมากราย การจัดส่งแต่ละครั้งจึงต้องส่งด้วยปริมาณมากซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาการสต็อกชิ้นส่วนมากตามไปด้วย

หลักการศูนย์รวบรวมสินค้า

แนวโน้มการใช้ระบบขนส่งแบบ Milk Run สำหรับโรงงานประกอบรถยนต์รายใหญ่ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้ที่สูงขึ้น องค์กรที่นำระบบ Milk Run มาใช้จนประสบความสำเร็จซึ่งเป็นแบบอย่างการจัดส่งปัจจัยการผลิตคือ บริษัทโตโยต้า เริ่มใช้ระบบ Milk Run อย่างแพร่หลายในแถบอเมริกาและภาคพื้นยุโรปเพื่อสนับสนุนระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี ตำแหน่งโรงงานประกอบรถยนต์โตโยต้าในญี่ปุ่นหลายแห่งตั้งอยู่บริเวณใกล้กันเพื่อสะดวกในการรับส่งชิ้นส่วนจากผู้ผลิตย่อยรายเดียวในการส่งมอบให้กับโรงงานในเครือหรือเรียกว่า ?Milk Runs from a Single Supplier to Many Plants?

ทางโตโยต้าใช้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพื่อรวบรวมชิ้นส่วนจากผู้ส่งมอบที่ตั้งโรงงานบริเวณโตโยต้าซิตี้ (Toyota City) และส่งมอบชิ้นส่วนไปยังโรงงานประกอบรถยนต์ แต่โรงงานโตโยต้าในสหรัฐอเมริกาใช้หลักการรับของจากผู้ผลิตย่อยหลายรายและส่งมอบชิ้นงานให้กับโรงงานที่ตั้งใน Kentucky โตโยต้าได้จัดกลุ่มผู้ผลิตซึ่งมีที่ตั้งบริเวณเดียวกันและใช้รถตระเวนรับชิ้นส่วนจากผู้ผลิตชิ้นส่วน ทำให้เกิดการเพิ่มความถี่การจัดส่งผู้ผลิตชิ้นส่วนและความสามารถการบรรทุก

เส้นทางจัดส่งชิ้นส่วนของโตโยต้า

ที่มา : สำนักโลจิสติกส์ (สลจ.)

         http://logistics.dpim.go.th/article

Tags: 

Theme by Danetsoft and Danang Probo Sayekti inspired by Maksimer